5.16.2011

Self-Preservation “The Quest for Sustainable Life”



Self-Preservation “The Quest for Sustainable Life”

By Bangkok Art and Culture Centre (BACC)

Sunday 26th June 2011, 13.00 – 15.00 hr.

Auditorium, 5th floor, BACC

Language: THAI

Bangkok Art and Culture Centre proudly present the debate on “The Quest for Sustainable Life – Self-Preservation” as a part of the exhibition “Chiang Mai Now!”


The fundamental law of nature, self-preservation is an instinct for individual preservation and the desire to lead a sustainable life. Often misinterpreted as self-interest, self preservation on the contrary is a desire for long term preservation of the society and environment and is achieved better in a lasting and peaceful manner by helping preserving others, and meeting the needs of the present without compromising the ability of the future generations to meet their own needs. As we became civilized we isolated ourselves from the environment, others and our Multidimensional Self, ignoring the fact that Self in reality is an element of the planet. Self Preservation demands that we respect life itself and forbids sabotage of the planet, environment and the life. Self Preservation is a desire for ecological, economic and political revival, an instinct to preserve our health, mind body and soul, and cultural enhancement not only to survive ourselves but increase in value for future generations.


Paradoxically, Self-Preservation in the contemporary society is obsession with personal desires, wealth, power and Self-Interest. More profoundly we observe the modern day society, the basics of self-preservation seem to be apparently fading off in the 21st century self-engaged society. Call it avarice, ignorance or hypocrisy in the modern Thai society, but the need for a conscious change in attitude has become Self-Evident. Political conflicts jeopardizing the peace and economy, Capitalism depleting the natural resources and wrecking the environment, spawning Go-Green campaigns as mere advertising and marketing strategies, shortage of natural resources leading to escalating demand and Inflation and extinction of endanger species to mention the least.


Considering the need for a conscious and unconsciousness awakening of the Thai society, a compelling discussion is scheduled. The heated debate presided over by the eminent panelists from Bangkok to discuss the need for self-preservation in the modern society, quest for sustainable living and the role of art and religion in attaining a peaceful mind and joyful soul. The debate focuses on how to survive in the modern day chaos and how to live a sustainable life with less impact on the environment. The public discussion welcomes everyone to participate and experience self-realization, because if we don't realize it NOW, then we would be left with a self that is empty, futile and detrimental to the future environment and society.


SPEAKER

Kamin Lertchaiprasert, artist and Founder of 31st Century Museum of Contemporary Spirit who brings the idea of love and compassion as well as spiritual practice http://31century.org/
Sarinee Achavanuntakul, writer and Owner of www.fringer.org, Bilingual ruminations from the fringe
Dr. Saranarat Kanjanavanit, Secretary General of Green World Foundation
http://www.greenworld.or.th/
Sakarin Krue-On, artist who criticizes the idea of happiness in the capitalist world

*Free Admission

For more information: Public Relations Dept, BACC

Tel. 02 2146630-8 fax, 02 2146639 email: prbacc@hotmail.com

เสวนา Self-Preservation: รักษ์ตัวอย่างไร ในโลกยุคใหม่ ให้พ้นภัยจากวิกฤติ


เสวนา Self-Preservation: รักษ์ตัวอย่างไร ในโลกยุคใหม่ ให้พ้นภัยจากวิกฤติ

(ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เชียงใหม่นาว!)

โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 13.00 – 15.00 น.

ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาษาในการบรรยาย: ไทย


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ขอเสนองานเสวนาแห่งการแลกเปลี่ยนทัศนคติจากมุมมองร่วมสมัย เพื่อการอยู่รอดร่วมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเชียงใหม่นาว! ครั้งแรกของการเสวนาพูดคุยและตั้งคำถามกับประเด็น Self-Preservation ว่าเป็นสิ่งจำเป็นในวินาทีนี้หรือไม่ อย่างไร และเราจะอยู่รอดฝ่าความโกลาหลในสังคมได้จริงหรือไม่ ด้วยวิธีการใด เราจะดูแลจิตใจของตัวเองได้อย่างไร สิ่งที่เรารับรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการอนุรักษ์เป็นเรื่องที่ถูก อ้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดหรือเป็นความตั้งใจจริง และท้ายสุดคือการอนุรักษ์ทางศิลปะหรือศิลปะร่วมสมัยในเวลานี้ควรเป็นอย่างไร เพื่อเป็นทางออกทางความคิดและการปฏิบัติ และความสุขในการอยู่รอดร่วมกัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะตระหนักถึงประเด็นนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้


ท่ามกลางความโกลาหลในสังคมปัจจุบัน และภัยจากวิกฤติในทุกๆ ด้าน ที่ล้วนส่งผลกระทบมาสู่ความเป็นอยู่ของเราในชีวิตประจำวัน แท้ที่จริงล้วนมีสาเหตุมาจากการกระทำของเราทั้งสิ้น คำว่า Self-Preservation หรือแปลตรงตัวในที่นี้ว่า การรักษ์ตัวเอง คือการเปิดประเด็นการแลกเปลี่ยนทางทัศนคติของบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่ร่างกายและจิตใจของตัวเอง และยังใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะทุกวันนี้สังคมมีความขัดแย้งและซับซ้อนมากขึ้น ฉะนั้น วิธีคิดทางเลือกจึงเป็นทางออกที่จะทำให้เราหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยละเลยและหันมาดูแลจิตใจตัวเอง เปิดทัศคติให้ความสำคัญกับทุกสิ่งรอบตัว เพื่อความแข็งแกร่งในการดำรงชีวิตไม่ว่าในวิกฤติใดๆ ก็ตาม ตลอดจนรู้จักตั้งคำถาม และแยกแยะสิ่งที่เรารับรู้ ในทุกๆ วัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผู้เข้าร่วมเสวนา:

คุณคามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 เมื่อศิลปะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทางจิตใจ (http://31century.org/)

คุณสฤณี อาชวานันทกุล เจ้าของหนังสือ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ: ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา” และเจ้าของนามปากกา “คนชายขอบ” ที่โด่งดัง จากบล็อกส่วนตัว www.fringer.org

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านไลเคนและสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ นำเสนอแนวคิดเรื่อง “ไลเคนดีด้วยวิถีจักรยาน”

อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ศิลปินทัศนศิลป์ กับงานวิพากษ์ความสุขในยุคทุนนิยม

* ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้ารับฟังและไม่ต้องสำรองที่นั่ง


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02 214-6630-8 โทรสาร 02 214-6639

email: prbacc@hotmail.com

8.09.2010

การเดินทางอย่างมีศิลปะ บนเส้นทางรถไฟสายชินคันเซน




หนึ่งวันหลังจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์จบลง เราก็ได้รับอีเมล์จากเจแปน ฟาวน์เดชั่นประเทศญี่ปุ่น เพื่อยืนยันการเดินทางไปสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ในฐานะตัวแทนภัณฑารักษ์จากประเทศไทย ไปศึกษาดูงานศิลปะ ณ แดนปลาดิบแห่งนี้ ซึ่งจุดประสงค์ของการเดินทางก็คือ เราจะต้องไปพบปะและอยู่ร่วมกับภัณฑารักษ์จากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยพำนักที่โตเกียวเป็นหลัก แล้วเดินทางไปเมืองต่างๆ เพื่อสังเกตวัฒนธรรม สัมผัสประสบการณ์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ขณะเดียวกัน แต่ละคนก็ยังสามารถท่องเที่ยวได้อย่างอิสระตามแต่ความสนใจ เพื่อเก็บเกี่ยวความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด

ในวันแรกๆ ของการเดินทางไปถึงโตเกียว ที่สมกับเป็นเมืองใหญ่และรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โตเกียวเรียกร้องให้ผู้มาเยือนปรับตัวให้ได้อย่างว่องไว ด้วยระบบโครงสร้างทางการขนส่งมวลชนทางรถไฟขนาดใหญ่ ซึ่งเทียบกับบ้านเราแล้ว ความรู้ด้านการใช้เส้นทางบีทีเอสสองสายนั้นไม่เพียงพอแน่นอนในกรณีนี้ ทำให้เราต้องตั้งสติและทำความเข้าใจกับสายรถไฟใต้ดินที่มีมากกว่า 25 สาย ซึ่งยังไม่รวมถึง JR รถไฟที่ให้บริการด้านบนอีก อีกทั้งแต่ละสถานีก็เหมือนเขาวงกต หน้าที่ของเราคือต้องถือแผนที่รถไฟใต้ดินไว้ให้มั่น แล้วคอยเดินตามสีและสายที่เราต้องการจะไป ซึ่งเมื่อใช้รถไฟใต้ดินมากเข้าๆ ก็กลับกลายเป็นว่า มุมมองที่เรามองโตเกียวนั้น ขึ้นอยู่กับแผนที่รถไฟเป็นหลัก และเมื่อโผล่ขึ้นมาบนถนน เรากลับไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงจุดไหน แม้ว่าที่ๆ เราจะไปนั้น อยู่ทิศใต้ของเรานี่เอง แต่เราก็เลือกที่จะพึ่งพารถไฟใต้ดินที่สะดวกกว่า และเดินตามแผนที่ในจุดที่เราคุ้นชิน

พิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่เราไปเยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ ตั้งตระหง่านอยู่ชั้นบนสุดของโมริทาวเวอร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของ “รอปปองงิ ฮิล” คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ศูนย์รวมชอปปิ้งมอลล์ โรงแรม สำนักงาน ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ และพิพิธภัณฑ์นี้เปิดตัวเมื่อปีพ.ศ. 2546 เพื่อเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ดีที่สุดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเรามีโอกาสได้ชมนิทรรศการสำคัญ ที่จัดแสดงอยู่ชื่อว่า “Roppongi Crossing” นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานจากศิลปินญี่ปุ่นประมาณ 30 ท่าน จากรุ่นใหม่ไปจนถึงศิลปินที่มีชื่อเสียง ที่มีผลงานน่าสนใจที่สุดในขณะนี้ และนิทรรศการนี้จะจัดขึ้นทุกๆ สองปี สร้างความฮือฮาให้วงการศิลปะบ้านเขาไม่น้อย เพราะงานนี้ก็เหมือนเป็นเบียนนาเล่ของเขา ที่คัดสรรผลงานศิลปะโดยเน้นคุณภาพและเปิดการรับรู้ใหม่ๆ ให้กับผู้ชม

หลังจากทำความรู้จักกับโตเกียวผ่านกิจกรรมทางศิลปะ ด้วยการตระเวนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ อาทิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียว (MOT) พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่โตเกียว (MOMAT) เดอะ คิโยสุมิ คอมเพล็กซ์รูปร่างหน้าตาคล้ายโกดัง ที่รวมเอาแกลเลอรี่ดังๆ ไว้ด้วยกัน อย่าง โทมิโอะ โคยาม่าแกลเลอรี่ ที่มีศิลปินชื่อดังโยชิโตโม นารา และทาเคชิ มูราคามิ หรือทากา อิชิ แกลเลอรี่ ที่เน้นงานภาพถ่าย มีศิลปินในสังกัดอย่าง โนบุโยชิ อารากิ และโตเกียววันเดอร์ไซต์ พื้นที่ของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ เป็นต้น ก็ทำให้เราเห็นว่า ความน่าสนใจในงานศิลปะร่วมสมัยของเขา คือความพยายามนำเสนอผลงานหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเนื้อหา ที่สะท้อนเรื่องราวมากมายทางสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านการแสดงออกของศิลปิน โดยแต่ละพื้นที่ก็มีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างและรองรับผู้ชมที่ต่างความสนใจ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับผู้ชมงานในทุกระดับตั้งแต่เด็กไปถึงผู้ใหญ่ จนทำให้การดูงานศิลปะหรือไปชมพิพิธภัณฑ์เป็นกิจกรรมของครอบครัว และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวญี่ปุ่น โดยไม่จำกัดวงแคบแค่วงการศิลปะเท่านั้น

สัปดาห์ต่อมา ก็ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองอื่นๆ ของญี่ปุ่นเสียที โชคดีว่า เราซื้อเจแปน เรลพาส (Japan Rail Pass) ที่ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการมาเดินทางในประเทศนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะไปเมืองไหนด้วยรถไฟชินคันเซน หรือ JR ก็สามารถขึ้นได้เกือบทุกสายไม่จำกัดรอบ ตลอดระยะเวลาที่เราเลือกเดินทาง ที่สำคัญบัตรนี้ไม่สามารถซื้อได้ในประเทศญี่ปุ่นเพราะเขาให้สิทธิพิเศษกับนักท่องเที่ยวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเมืองต่างๆ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยการไปลิ้มลองทาโกะยากิชื่อดังที่โอซาก้า สัมผัสเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโต เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สุดฮิป พิพิธภัณฑ์แห่งศตวรรษที่ 21 ที่เมืองคานาซาว่า ต่อด้วยการผจญภัยไปยังเมืองชินากาว่า เมืองเล็กๆ หากเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่สวยและเก็บผลงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอย่าง ฮาระ มิวเซียม
และที่ลืมไม่ลงคือ การเดินทางด้วยรถไฟข้ามคืนจากโตเกียว หรือ Tokyo Sunrise Seto ที่มีที่นอนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านราวกับโรงแรมเล็กๆ ตื่นเช้ามาก็ถึงที่หมาย และนั่งเรือข้ามไปหมู่เกาะเซโตอูชิ อันเป็นสถานที่จัดเทศกาลศิลปะ โดยให้เหล่าศิลปินญี่ปุ่นและต่างประเทศ ไปสร้างสรรค์งานศิลปะบนหมู่เกาะให้เข้ากับสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และสร้างความตระการตาให้กับผู้ชม อันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ศิลปะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเขา สุดท้าย เราทิ้งท้ายการเดินทางไปกับเจแปน เรลพาส ด้วยการเยือนเมืองแห่งประวัติศาสตร์และโศกนาฏกรรมอย่างฮิโรชิม่า บรรยากาศของเมืองนี้ เต็มไปด้วยความหลังและความทรงจำที่แม้ผู้มาเยือนเพียงข้ามคืนก็ยังสัมผัสได้

นอกเหนือจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเปิดวิสัยทัศน์ทางศิลปะแล้ว หน้าที่ของเราคือ การศึกษางานศิลปะร่วมสมัยของญึ่ปุ่นและค้นหาเรื่องราว ศิลปิน หรือรูปแบบที่เราสนใจ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนภัณฑารักษ์ประเทศต่างๆ และประเทศญี่ปุ่น โดยเจแปน ฟาวน์เดชั่นได้ทำการจัดสัมมนา อันเนื่องมาจากการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ขึ้นเป็นเวลาสองวัน และภัณฑารักษ์แต่ละคนจะต้องเตรียมข้อมูลมานำเสนอถึงสิ่งที่เราสนใจ ในการจะพัฒนาต่อไปเป็นนิทรรศการศิลปะได้ และการสัมมนาก็จบลงด้วยการเกิดโครงการนิทรรศการความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต โดยให้ภัณฑารักษ์ทั้งหมดทำงานร่วมกัน ซึ่งทัศนคติแบบนี้ คือสิ่งที่น่าประทับใจของชาวญี่ปุ่นในการเปิดกว้างทางความคิด และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ในการทำงาน เพราะเขาเชื่อในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

และแล้วหนึ่งเดือนของการเดินทางก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างสวยงาม มีเรื่องราวความทรงจำ ผู้คนที่น่าสนใจ และประสบการณ์ใหม่ ที่เราได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้นอกเหนือไปจากการดูงานศิลปะ อาทิ บรรยากาศค่ำคืนของชินจูกุ ที่คล้ายคลึงกับสีลมบ้านเรา หรือแหล่งรวมโอตากุ อย่างนากาโน บรอดเวย์ ร้านปาจิงโกะในทุกมุมเมือง วัดเซนที่ศักดิ์สิทธิ์ตามเมืองต่างๆ การเดินทางบนรถบัสฤดูร้อน ร้านอาหารโมรอคโคที่นากาโน และวัดนิกโก้ โทโชกุ มรดกโลก และที่สำคัญคือเพื่อนชาวญี่ปุ่นทุกคน ที่เติมเต็มการเดินทางครั้งนี้ให้สมบูรณ์

ขอขอบคุณ เจแปน ฟาวน์เดชั่น สำนักงานกรุงเทพ และโตเกียว, ฟูมิย่า ซาว่า, โยชิโตโม นารา, ฮิเดกิ โตโยชิมา, เอกนรินทร์ คุภูมิชัยสกุล

6.23.2010

Wonderful Thai Friendship (WTF Exhibition @ WTF Gallery)



THAI YO: Thai – Japanese Contemporary Art





Cultural Creativity Creative Economy project: THAI YO"

at Bangkok Art and Cultural Center (BACC) floor 8

Between March 4 and April 8, 2010

Cherishing over a century of Thai-Japanese diplomatic and cultural bonding, the exhibition “Thai Yo” displays a wide spectrum of Japanese influence on the modern Thai society combined with distinctive self expression of Thai artists whose works are categorized into nine genres of their creativity & genius. Thai artists and creators inspired by Japan have splendidly sustained the element of Thainess in their expression which is an absolute delight for the audience.

 Since the World War Two Japan evolved as the most significant external influence on Thailand’s Economy & a growing influence on Thai modern culture. Thai scholars continued to express their increasing interest understanding Japanese politics, society & economy. Thai students migrating to Japan for education & the easy accessibility of Japanese courses in Thai universities led to a remarkable Thai -Japanese cross cultural exchange. Media played a vital role as well in influencing the Thai society by extending Japanese awareness through channels of broadcasts, publications & internet. Over the past few decade Japanese art, culture & trend is unconsciously being disseminated in to Thai roots. From a kid to an adolescent & eventually an adult, all age brackets knowingly or unknowingly experience Japanese influence in the basic day to day life.

‘Thai Yo’, the title of our exhibition is derived from the term ‘Taiyo” which literally means the ‘Sun/Thick Sunlight’ in Japanese. “Thai Yo” represents the theme of the exhibition demonstrating flawless Thai creativity and the significant role of Japanese influence in the contemporary Thai society. The exhibition has been conceptualized in four distinct aspects inspired by Japan.

Nostalgia

Nostalgia signifies the remembrances of the past with often mixed with the yearning to be in the past. The emotional impact of events and individual experiences during and post Second World War have sustained in Thailand as active memories and become an indispensable part of the Thai culture. Thai creators inspired by these memories have developed striking work possessing profound emotions of love and grief.

Japanese Supercute culture(Kawaii)

The influence of the Japanese “supercute culture” in the Thai society is another aspect stimulating the exhibition. Since 1970’s cuteness (Kawaii) became an important aspect of Japanese pop culture, entertainment, clothing, food, toys, appearance, behavior and mannerisms. This cultural phenomenon has intrigued Thailand and mesmerized the Thai society to a noticeable degree. 

Naturalism and Spirituality

Naturalism and Spirituality is the foundation of Japanese thinking and work technique which contributes as the third important aspect inspiring the art work in the exhibition. Japanese work environment has an inherent essence of spirituality that comes to them genuinely as a blessing and gives the work natural & relaxed touch. This attributes to the uniqueness in Japan.

Contemporary Drift

The final perspective highlights the Thai artists who adopt Japanese contemporary know how and thinking including art and designs while blending it with their unique creativity and style to produce work of modern appearance. Navin Rawanchaikul is a perfect example of this trend whose work involves expanding and diversifying the latest fusion of traditional and contemporary culture, he makes use of the traditional Thai colorful fabric Pha Khao Mar typically used as a belt, and resourcefully utilizes it as a variety of functional wearable accessories, from a protective sun hat to a practical shoulder bag. nese art and has inspired Thailand’s modus operandi.

Written by Tanrandeep Singh Anand

Edited by Chattiya Nitpolprasert

More to Love. Travel Exhibition Madrid, Spain.



Exhibition: More to Love. Thinking about AIDS from Art”

Casa Asia-Madrid Center
From the 17th of April to the finals of July 2010
Opening: Friday, 16th of April, at 7.30pm.

This exhibition is the result of the collaboration of Casa Asia with the ArtAids Foundation to promote the reflection on AIDS from the area of visual arts. The works that have been brought together have been produced by the Dutch collector Han Nefkens, a resident of Barcelona. With the purpose to stimulate the intercultural dialogue, they have coexisted works proceeding from Thai artists and western artists

The exhibition includes works by artists like Amrit ChusuwanArin RungjangErich WeissGerald Van Der KaapKamol PhaosavasdiLeo CopersManit SriwanichpoomNoree Thammarak, Nuts Society/Practical Studio, Otto BerchemPatiroop ChychookiatPratchaya PhinthongPrateep Suthathongthai and Sutee Kunavichayanont .

Each artist presents their work thinking about AIDS with the goal of challenge the stigma of the disease and promote its eradication.

Casa Asia-Madrid Center
Miraflores Palace
Carrera de San Jerónimo, 15
Madrid

-----------------------------------------

ABOUT THE PROJECT

This ArtAids project brings together twenty visual artists from Thailand and Europe, a curator, people living with HIV and those involved in the fight against Aids. The project More to Love: The Art of Living Together, which takes the Thai expression ‘Putting their heart into your heart’ as its central inspiration, aims to raise awareness of HIV and Aids in Thailand and seeks to change prevailing attitudes. The works created for this project draw attention to the exclusion and stigmatisation experienced by those suffering from HIV and Aids.

A programme of exhibitions and other public events – some of them aimed specially at children – is presented in Bangkok in the summer of 2008. In November 2008, a book on the project will be published.

Curator of More to Love is Chattiya Nitpolprasert.

THE ARTISTS

Otto Berchem
Top Changtrakul
Amrit Chusuwan
Patiroop Chychookiat
Tintin Cooper
Leo Copers
Toeingam Guptabutra
Sutee Kunavichayanont
Krit Ngamsom
Nuts Society and Practical Studio
Nipan Oranniwesna
Kamol Phaosavasdi
Pratchaya Phinthong
Arin Rungjang
Prateep Suthathongthai
Noree Thammarak
Gerald Van Der Kaap
Erich Weiss
Pornprasert Yamazaki





FINAL Greeting No.4/4 from Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


Dear friends, colleagues, art lovers, gallerists and collectors, artists, curators wanna be, moms and dads, Khun Abhisit Vejjajiva, Khun Thaksin Shinawatra, red shirts, yellow shirts and blue shirts

 

Curator’s log no. 4/4

 

Farewell to Arts and Good Morning Headache


After three nights of non-stop partying, I woke up in the arms of my first offficer. Oh what the hell, we are comrades in arms anyway, we actually didn't remember what happened in the past 72 hours, except art, art, art and more art. At one point in the house of Singhapura, at the corner of my eyes I spotted the creatures resembling my old love who is now I gladly crown her with the "C" word, stubby legs, thining long hair, small artsy spectacle frames over the face, I am sure that she is one of the art pimp. Talk about art pimp, when we try to get into the house of Ice one well dressed gentleman yelled up that "I am a curator, let me in", the guard in blacksuit said that everybody here is a curator. I immediately yelled out "I am not a curator, can I get in?" It did the trick in one minute flash, we are standing over look the Grande Canali sipping Prosecco underneath the Venetian moon. Food flowed and fight flied, but that is the behavior of the people who called themselves artiligencia. What a pity, after million years of evolving, we still fighting for food and drinks, no wonder some of the art are just like the scratching on the cave wall. 


In next three sunrises, we shall sail off to destination home and leave our masterpiece behind in the hands of hairly Neanderthal (we all agree that his hair is a fake hair) but what the hell, this is whatartiligencia do anyway, make the work of art, have their name carved in marble to remember and leave it all rotten behind.


Mirror mirror on the wall, what have i seen, what have i learn from this fable?

"Tomorrow is already 2 late" is the answer.


I shall wake up without your present and realize that "WE WERE IN VENICE AND YOU WERE NOT".


Sincerely yours 

Capitano di Gondola al Paradiso - 53rd La Biennale di Venezia

Ciao ciao


PS. don't hate me because i'm here and you are there



-------------

Gondola al Paradiso Co.,Ltd.
Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


Venue: Santa Croce 556, Venice, Italy


How to get there:
From main train station Santa Lucia, cross Santa Lucia Bridge (on your left) then immediately turn right, walk along the canal for about 200 meters and look for the green door on your left: no. 556.

 
7 June – 22 November 2009
 (Preview: 4 - 6 June 2009)

Commissioner: Prof.Dr. Apinan Poshyananda
Office of Contemporary Art and Culture, Ministry of Culture, Thailand

Artists: Michael Shaowanasai, Sakarin Krue-on, Suporn Shoosongdej, 
Wantanee Siripattananuntakul, and Sudsiri Pui-ock


Curators: Thavorn Ko-udomvit and Amrit Chusuwan
Co-curator: Chattiya Nitpolprasert

6.02.2009

Greeting No.3/4 from Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


Curator’s log no. 3/4

Assembly of the Gods


"I am very angry, everybody told me nothing!" cried out the great god Thavono.

"That is not true. We love you so much and we know that you cannot handle the truth." answered Sakrono, the god of creations

"You are impossible my good friend, you must admit it, we have endured you as we have dealt with the changes of the winds." Amariho, the vice president of the assembly yelled out.


"Don't you dare talk to mighty god Thovono like that." Sosomarino, the nymph of destruction stepped in to protect her master

"Be silent, and let them speak." Thovono.

"We love you, we love you, what can we do, we cannot hurt the one we love the most." Goddest/God Michaelanghomo cried out with great sadness "We as a student of you, do not dare to teach the great teacher as you are."

"There is time for everything, my little pretty one." Thovono touched Michaelanghomo's head and softly kissed her "No matter what the truth is, I still love you."


"Chop chop chop chop, let's get to work people, we have no time for drama." nymph Ka-dee broke out her silence "We have a lot of sh*t loads of work to do."

"Speak, my beautiful one" Thovono reached out his strong hand to touch nymph Ka-dee beautiful black hair.

"Okay, nobody shall know about our problem, we shall put our best face forward, we shall raise to the top of mount Vessueious and shout out to the world that we welcome them all to our next great feast when the goddest Luna rule the midnight sky. May I ask you my great god Thavono, you shall go to the garden of earthly delight and invite all those creatures large and small, good and bad with your own words. Only you my great god shall make this happen." Ka-dee looked at her god with hope burning bright in her eyes.

"Can we have take 2 please? I need to bianco balanco this shot." Yelled out Suporno, god of recording.

"That shall be done. You see? I can accept the truth, it's not too hard to handle. Now, you all shall bow your head and say my name three times, in order of my greatness." said Thovono.


"THAVONO IS GREAT! THAVONO IS GREAT! THAVONO IS GREAT!" they all cried out.



"But Thavono is not forever." Michaelanghomo whispered to Sakrono


Sincerely yours

Ciao ciao

5.28.2009

Greeting No.2/4 from Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


Curator’s log no. 2/4

Stranger in the dark

2 am at San Marco Square, anything could happen, two strangers in the night exchange glances or just only for a cigarette. Venetian moon strangely disappears from the site. Midnight blue sky does not beam out the ray of hope. Something strange is in the air, I can feel it. As I lay my head down on the marble bench watching the gondolas' sleeping restlessly. The little fish tells me to be ready for the storm.


The morning sun arrived with the news, our vessel and crews have been lured into the spell of a red sirens with the big great crowns. Near the gulf of Eden, what can we what can we do? Our precious cargo shall not arrive on time. "Don't be worry my good friend" yelled out my first captain. We shall put our head together, take the case to the great Zeus and we shall overcome this little tiny problem. I am delighted to be in the company of great men, women, homosexual and bisexual. This wonder crews can land are my true destiny "We shall rise from this darkness and shine like a beacon of Alexandriea" I really have no idea what he's talking about, but it sounds very good. So we head out to Rialto and bought the cheapest beer possible and drank the day away. Tomorrow is just another day with the lucky star above us, she shall lead us to the next happy hours. 1 EURO FOR DOMESTIC VINO E BIRRA!

Sincerely yours

Ciao ciao

Greeting No. 1/4 from Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


Curator’s log no. 1/4

After we came ashore in Venice, we start counting down for the grand re-opening of Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale on the 4th of June. The weather is fine, the food is excellent, and everybody in the team is in the merrying mood. We are working very hard wandering around to absorb the festive feeling of the sinking city by the sea.

Purifying the pavilion is our priority both physically and spiritually. The good man from the church down the street offers to change the water into liquid called ‘vino’, so we can moisturize our body and soul as the weather is so dry.

At night, we are gazing into the Venetian sky and wondering what “other teams” would do if they are in our position but no answers have been reached. We miss them all from the bottom of our heart but what can we do, we are here and they are there.

Sincerely yours
Michaelangelo Shoawanasio e Sakarino Karione
Artisti

Ciao ciao

Thai Pavilion at the 53rd Venice Biennale


“GONDOLA AL PARADISO CO.,LTD.”
Thai Pavilion at 53rd Venice Biennale

7 June – 22 November 2009
Opening reception: 4th June 2009, 11.00 hr onwards
(Preview: 4 - 6 June 2009)

Venue: Santa Croce 556 (Opposite to the train station St.Lucas)

Commissioner: Prof.Dr. Apinan Poshyananda
Office of Contemporary Art and Culture, Ministry of Culture, Thailand

Artists: Michael Shaowanasai, Sakarin Krue-on, Sudsiri Pui-ock,
Suporn Shoosongdej, and Wantanee Siripattananuntakul

Curators: Thavorn Ko-udomvit and Amrit Chusuwan
Co-curator: Chattiya Nitpolprasert

www.gondolaalparadiso.com

"Gondola al Paradiso Co.,Ltd." is a thematic presentation from Thai Pavilion, a flawless art project transformed into a travel agency. A camouflaged art by 5 Thai artists imitates the myth in current society through diverse medium. The pavilion does not only present the site-specific exhibition and physical art object but also concretely twine the social, cultural and economic contexts together in order to interact with social perception.

The strength of the exhibition is that five artists’ uniqueness and conceptual ideas are combined together and, simultaneously, does not fail to express their individual characters. At the same time, the artwork itself arouses us to question our thoughts and believes towards our surroundings and contemporary society; whether what we see is reality, deception or illusion. Consequently, Gondola al Paradiso Co., Ltd. does not only introduce the theme of "Reconstruction" in order to awake the society from the myth of information, but it also works as an aesthetic expression of the current context at the specific moment in time.

2.09.2009

Some Rooms Exhibition, Hong kong - Wit Pimkanchanapong - Part I


Wit Pimkanchanapong and his fruits

Wit Pimkanchanapong studied architecture first in his life, emphasizing integration of form and function in structures, before moving on to further experience involving media and television, and ending up to study visual communication. These diverse backgrounds lead to his unique understanding of the use of technical instruments, and visual communication forms. And these manifested themselves in Wit’s distinctive manner of seeing things, and are a major reason why his artwork always stokes curiosity and encourages interaction from his audience.

In 2003, Wit created one of his most significant works, an unfolded template, which is completed as a form of paper-model. He has developed this work into different forms to represent various subjects, for example, the first paper-model was in the image of a “perfect” Thai kid - aimed to project a conflict of brainwashed belief advanced in the country’s educational system. Once he participated in Sharjah Biennale, United Arab Emirates in 2006, he created a variety kind of fruit paper-model. In this work, an outdoor fruit shop had been installed in town, which invited people to complete a fruit paper-model from the unfolded sheet to trade a real fruit back home. Thus, the audience would not only enjoy with making a paper-model itself, but also automatically explore into the meaning of artwork.

The recent works entitled “Apple” and “Banana, Apple, Orange, Pare, Mangosteen, and Startfruit” exhibited in ‘Some Rooms’ exhibition are new series of idea. Rather than a continuation or development of fruit paper-model, the works bring us back to its original idea and shown in another mode of presentation.